จากผลการวิจัยพบว่าการทำงานที่บ้านนั้นได้ผลดีกว่าการทำงานที่ออฟฟิต

ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงออฟฟิต ผู้คนจำนวนมากทั่วโลกเริ่มหิ้วงานกลับไปทำที่บ้านมากขึ้น โดยไม่เสียความสามารถในการสื่อสาร ในอดีตผ่านมาไม่มียุคสมัยไหนที่ พนักงาน หรือ ลูกจ้าง สามารถทำงานที่บ้านได้เท่ากับยุคนี้ ปัจจุบันการทำงานที่บ้านเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ โดนเปิดโอกาสให้ผู้คนมีสิทธิเลือกกระบวนการทำงานของตัวเอง เพียงแต่เป้าหมายคือต้อง ‘เสร็จ’

จากแนวคิดว่า สถานที่ไม่ได้เป็นเครื่องกำหนดประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้แนวคิด Teleworking หรือทำงานทางไกล จึงเป็นเรื่องน่าสนใจมากขึ้น โดยมันน่าจะเป็นเรื่องดีถ้าคุณไม่ต้องเดินทางทนเบียดกับผู้คนในรถโดยสารสาธารณะ 5-6วัน/สัปดาห์ ไม่ต้องเผชิญหน้ากับการจราจรอันแสนแน่นขนัดในชั่วโมงเร่งด่วน หรือเวลาบ่ายคล้อย หนังตาก็เริ่มหย่อน คุณก็สามารถลุกไปงีบได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร ถ้าหัวหน้าเรียกประชุมก็สามารถเปิดโปรแกรมเพื่อคุยกันแบบเห็นหน้าเห็นตาไปเลยก็ได้ เพียงแต่ต้องติด Internet ความเร็วสูงซึ่งทุกบ้านในปัจจุบันนี้มีใช้กันอยู่แล้ว และแน่นอนว่ามันถูกกว่าค่ารถและค่าน้ำมันที่ต้องใช้เพื่อเดินทางไปทำงานอย่างมากเลยทีเดียว

อเมริกาเป็นประเทศแรกๆ ซึ่งนำ Teleworking มาใช้ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น จากข้อมูลของสถาบัน U.S. Census Bureau รายงานว่า คนอเมริกันหิ้วงานกลับไปทำที่บ้าน 1 วัน/สัปดาห์ มีจำนานเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึง 35% นับตั้งแต่ปี 1997 –  2010 หรือ คิดเป็นจำนวนถึง 13.4 ล้านคนเลยทีเดียว

วิทยาศาสตร์เลยเข้ามามีบทบาทในการประเมินผลผลลัพธ์เบื้องต้น นอกจากนี้พนักงานบางคนก็มีลักษณะนิสัยชอบเก็บตัว จึงเหมาะกับการทำงานอยู่บ้านกว่ามาออฟฟิศ ต่อมามีงานศึกษาอย่างจริงจัง โดยนักเศรษฐศาสตร์ Nicholas Bloom จากมหาวิทยาลัย Stanford เขาทดลองพนักงานของบริษัท Ctrip โดยทาง NASDAQ จัดอันดับให้บริษัทนี้เป็น Agency ชั้นนำในเซี่ยงไฮ้ มีพนักงานสนใจร่วมโครงการกว่า 16,000 คน แบ่งเป็นกลุ่มพนักงานให้ทำงานที่บ้านได้ และกลุ่มเข้าออฟฟิตงานตามปกติ เพื่อดูว่าตลอด 9 เดือน กลุ่มไหนส่งผลดีกว่ากัน

งานชิ้นนี้ตีพิมพ์ในปี 2015 ผลการวิจัยค่อนข้างมีกระแสโด่งดัง เนื่องจากทางบริษัทสามารถทำกำไรจากกลุ่มทำงานจากบ้านได้ถึง 1,900 เหรียญสหรัฐ ต่อบุคคลในแต่ละปี โดยส่วนหนึ่งมาจากการประหยัดงบประมาณจาก ค่าน้ำ , ค่าไฟ , ค่าแอร์ มากกว่าปกติถึง 13%

พนักงานทำงานบ้าน มีช่วงพักเบรกน้อยกว่า ตื่นมาทำงานตั้งแต่เช้า แถมยังกินข้าวกลางวันแค่ 30 นาที พวกเขาตั้งสมาธิกับงานได้ดีกว่า และสิ่งสำคัญคือพวกเขามีแนวโน้มจะลาออกจากงานน้อยกว่า คนทำงานออฟฟิศเป็นประจำ โดยความสุขจากการทำงานในบ้านมีผลในทางบวก เพราะสามารถยืดหยุ่นเวลาทำงาน อีกทั้งยังไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงเลย

นักเศรษฐศาสตร์นาม Nicholas Bloom จากมหาวิทยาลัย Stanford กล่าวว่าพนักงานบริษัท Full Time ซึ่งต้องเข้าไปตอกบัตรตามเวลาบริษัท ท้อถอยง่ายกว่าเมื่อเจองานท้าทาย เช่น พนักงานกำลังเริ่มรู้สึกอ่อนล้าแต่ก็ยังต้องฝืนทนทำงานยากๆ นั้นต่อไป ก็มันจะยิ่งเป็นการดึงพลังกายและพลังใจออกไปเร็วขึ้นมากเท่านั้น แต่ถ้าคุณได้พักสมองจากกิจกรรม